Introduction of Easy Asthma Clinic

โดย วัชรา บุญสวัสดิ์

Post : 07/02/2550 12:06      Last Update: 10/08/2558 22:01
 
     

Introduction of Easy Asthma Clinic

 

นพ.วัชรา บุญสวัสดิ์ พบ. Ph.D

 

Introduction of easy asthma clinic/real life

 

โรคหืดเป็นโรคเรื้อรังที่พบบ่อยและเป็นปัญหาทางสาธารณสุขของประเทศไทย (1-3) และประเทศต่างๆทั่วโลก(4, 5) ในปัจจุบันความรู้เรื่องโรคหืดได้พัฒนาไปมาก ทำให้แพทย์มีความเข้าใจในพยาธิสภาพ และกลไกสำคัญในการเกิดโรคหืด (6, 7) ซึ่งยังผลให้การรักษาโรคหืดในปัจจุบันแตกต่างไปจากในอดีตเป็นอย่างมาก(8) 

เพื่อให้การรักษาโรคหืดได้ผลดีขึ้นและมีมาตรฐานเดียวกันจึงได้มีการจัดทำแนวทางการรักษาโรคหืดขึ้น ซึ่งได้มีการเริ่มทำที่ประเทศออสเตรเลียและนิวซีแลนด์ก่อนใน พ.ศ.2532(9)  ต่อมาก็มีการทำในลักษณะเดียวกันในหลายประเทศ เช่น ที่อังกฤษ(10, 11)  และอเมริกา(12)  เนื่องจากว่าการรักษาโรคหืดในแต่ละประเทศก็แตกต่างกันมากเพราะปัจจัยหลายๆอย่าง องค์การอนามัยโลก(WHO) ร่วมกับ National Heart Lung and Blood Institute (NHLBI) ของอเมริกาจึงได้เชิญผู้เชี่ยวชาญจาก 17 ประเทศมาร่วมกันเขียนแนวทางการรักษาโรคหืดขึ้นเพื่อให้การรักษาโรคเป็นไปในทางเดียวกันทั่วโลก เรียกว่า Global Initiative for Asthma (GINA)(4) ซึ่งประสบความสำเร็จเป็นอย่างมาก เพราะมีหลายประเทศที่ได้นำเอา GINA guidelines ไปเป็นแนวทางในการทำแนวทางการรักษาโรคหืดของตนเองรวมทั้งประเทศไทยด้วย ซึ่งแนวทางการรักษาโรคหืดในประเทศไทยได้จัดทำขึ้นครั้งแรกในปี พ.ศ. 2537(13) โดยความร่วมมือของสมามอุรเวชช์ สมาคมโรคภูมิแพ้และอิมมูโนวิทยา และชมรมโรคหอบหืด และได้มีการปรับปรุงครั้งแรกเมื่อ พ.ศ. 2540 (14) และครั้งล่าสุดเมื่อพ.ศ. 2547(15)

 

เป้าหมายในการรักษาโรคหืดที่ GINA guidelines ได้ตั้งไว้คือ ผู้ป่วยโรคหืดไม่ควรจะมีอาการหอบ ไม่ต้องตื่นขึ้นมาหอบในช่วงกลางคืน ไม่ต้องไปห้องฉุกเฉินเพราะอาการหอบ มีสมรรถภาพปอดเป็นปกติ โดยปราศจากอาการข้างเคียงจากการใช้ยา โดยแนวทางการรักษาโรคหืดในปัจจุบันได้เปลี่ยนไปเนื่องจากพยาธิกำเนิดของโรคหืดในปัจจุบันเชื่อว่ามีการอักเสบของหลอดลมทำให้หลอดลมไวต่อสิ่งกระตุ้นผิดปกติ  เมื่อเจอสิ่งกระตุ้นหลอดลมก็จะตีบ (รูปที่ 1) ดังนั้นการรักษาโรคหืดในปัจจุบันจะให้ยาที่ลดการอักเสบของหลอดลมคือยาพ่นเสตียรอยด์เป็นหลัก แทนการใช้ยาขยายหลอดลม

 

 

 

หลังจากมีการนำเอา GINA guideline มาใช้หลายปี ได้มีการสำรวจผลการรักษาโรคหืดในประเทศไทย (16) กลับพบว่าการควบคุมโรคหืดยังต่ำกว่ามาตรฐานที่ตั้งไว้เป็นอย่างมาก โดยพบว่า 14.8% ของผู้ป่วยโรคหืด ต้องมีอาการหอบรุนแรงจนต้องเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลในระยะเวลา 1 ปีที่ผ่านมา และ  21.7% ที่เคยมาห้องฉุกเฉินในระยะเวลา 1 ปีที่ผ่านมา ผู้ป่วยมากกว่าครึ่งที่มีคุณภาพชีวิตด้อยกว่าคนปกติเพราะไม่สามารถทำกิจกรรมได้เช่นคนปกติ สาเหตุสำคัญก็เพราะว่าผู้ป่วยส่วนมากไม่ได้รับการรักษาตามที่แนวทางการรักษาได้ให้คำแนะนำไว้โดยพบว่าผู้ป่วยโรคหืดในประเทศไทยที่ได้รับยาพ่นเสตียรอยด์ มีเพียง 6.7%  และผู้ป่วยที่ได้รับการตรวจสมรรถภาพปอดมีเพียง 28% แสดงให้เห็นถึงความล้มเหลวของการพยามนำเอา GINA guideline ไปใช้งาน ซึ่งผลการสำรวจก็เป็นไปในแนวเดียวกันกับผลการสำรวจในอเมริกา(17) ยุโรป(18)

ปัจจัยที่ทำให้การรักษาโรคหืดในประเทศไทยไม่ได้ผลดีเท่าที่ควร มีดังนี้

1.        แพทย์ให้ความสนใจปัญหาโรคหืดน้อย ถึงแม้ว่าในแต่ละปีมีคนไข้โรคหืดที่ต้องเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลด้วยอาการหอบรุนแรงมากกว่า 100,000 คนเพราะว่าโรคหืดมักจะรักษาง่าย และไม่ค่อยมีผู้ป่วยเสียชีวิตจากโรคหืด

 

2.        ผู้ป่วยโรคหืดส่วนใหญ่พอใจกับอาการหอบที่ตนมีอยู่ จากการสัมภาษณ์ผู้ป่วยโรคหืด (16) พบว่าผู้ป่วยโรคหืดส่วนมากจะคิดว่าการควบคุมโรคหืดของตนเองดีแล้วแม้ว่าจะมีอาการหอบเกือบทุกวัน เลยไม่ได้ไปพบแพทย์เพื่อรับการรักษา

 

3.        แนวทางในการรักษาโรคหืดในปัจจุบันเปลี่ยนไปจากเดิมมาก จากเดิมที่เข้าใจว่าโรคหืดเป็นโรคที่มีความผิดปกติของกล้ามเนื้อหลอดลมที่โตขึ้นและหดตัวมากกว่าปกติและคิดว่าโรคหืดเป็นโรคที่รักษาไม่ได้ จึงรักษาโรคหืดโดยการใช้ยาขยายหลอดลมเป็นหลักเฉพาะเวลาที่มีอาการเท่านั้น แต่ในปัจจุบันเข้าใจว่าโรคหืดมีการอักเสบของหลอดลมทำให้หลอดลมไวต่อสิ่งกระตุ้นผิดปกติ ดังนั้นโรคหืดจึงเป็นโรคที่รักษาได้ด้วยการให้ยาลดการอักเสบของหลอดลมซึ่งได้แก่ ยาพ่นเสตียรอยด์ (inhaled corticosteroids) เป็นหลักแทนการใช้ยาขยายหลอดลม ทำให้แพทย์เปลี่ยนแนวคิดไม่ทัน

 

4.        แนวทางในการรักษาโรคหืดยุ่งยากซับซ้อนทำให้ยากต่อการปฏิบัติตาม เช่น การจำแนกความรุนแรงของโรคหืด และการให้ยารักษาตามระดับความรุนแรงของโรค

 

5.        แพทย์ไม่มีเวลามากพอในการดูแลคนไข้โรคหืด ปกติแพทย์มีเวลาตรวจผู้ป่วยที่ห้องตรวจผู้ป่วยนอกประมาณ 10 นาที แต่การที่จะรักษาผู้ป่วยโรคหืดให้ดีจะต้องให้ความรู้แก่ผู้ป่วย จะต้องประเมินความรุนแรงของโรค จะต้องสอนผู้ป่วยเกี่ยวกับการพ่นยาให้ถูกต้อง ซึ่งต้องใช้เวลามาก

 

คลินิกโรคหืดแบบง่ายๆ (Easy Asthma Clinic)

การจัดตั้ง คลินิกโรคหืดแบบง่ายๆ (Easy Asthma Clinic) เป็นวิธีการหนึ่งซึ่งจะทำให้การรักษาตาม guideline เป็นไปได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น โดยมีหลักการดังนี้

 

1.        ต้องทำให้การรักษาโรคหืดให้ง่ายที่สุดเท่าที่จะทำได้ โดยEasy Asthma Clinic จะต้องทำง่ายแม้กระทั่งแพทย์เวชปฏิบัติทั่วไปในรพ.ทั่วๆไปหรือรพ.ชุมชนทั่วประเทศสามารถปฏิบัติได้ 

 

2.         จะต้องมีการจัดระบบที่ดีที่จะทำให้แพทย์ใช้เวลาน้อยลงในการดูแลผู้ป่วย

 

3.        เพิ่มบทบาทของพยาบาลและเภสัชกรในการร่วมดูแลผู้ป่วย และให้ความรู้เรื่องโรคหืดและแนวทางในการรักษาโรค ความรู้เรื่องยาและวิธีการใช้ยาพ่นชนิดต่างๆ แก่ผู้ป่วย จะช่วยให้การดูแลรักษาผู้ป่วยให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น และลดปัญหาการไม่ใช้ยาตามแพทย์สั่ง

 

ขั้นตอนการทำงานของคลินิกโรคหืดแบบง่ายๆ

1.        คนไข้ทุกคนจะต้องพบกับพยาบาลก่อนเพื่อลงทะเบียน และประเมินการควบคุมโรคหืดของคนไข้ โดยใช้แบบสอบถามง่ายๆ(asthma control questionnaires) (ตารางที่ 1) เสร็จแล้วก็ให้ผู้ป่วยเป่าพีคโฟว์ ( Peak Expiratory Flow Rate: PEFR)เพื่อวัดความเร็วสูงสุดที่ผู้ป่วยสามารถเป่าได้

 

 

 

2.        เมื่อพยาบาลประเมินเสร็จก็ส่งผู้ป่วยเข้าพบแพทย์  แพทย์จะให้การรักษาตามแนวทางการรักษาที่ดัดแปลงให้ง่ายๆ กล่าวคือ เราจะไม่ต้องจำแนกผู้ป่วยตามความรุนแรงซึ่งยากแก่การจดจำ แต่จะประเมินว่าผู้ป่วยควบคุมโรคหืดได้หรือยัง (คำว่าควบคุมโรคได้หมายความว่าผู้ป่วยต้องไม่มีอาการทั้งกลางวัน และกลางคืน ต้องไม่ใช้ยาขยายหลอดลม ต้องไม่ไปห้องฉุกเฉิน และพีคโฟว์ เกิน 80%ของค่ามาตรฐาน) ถ้าผู้ป่วยยังควบคุมโรคยังไม่ได้ แพทย์ก็จะให้ยารักษาโดยให้ยาพ่นเสตียรอยด์ ขนาดปานกลาง (500-1000 μg) ไปก่อน  ถ้าครั้งหน้าผู้ป่วยยังไม่สามารถควบคุมโรคได้ก็ให้เพิ่มยาเข้าไป โดยยาที่จะให้เพิ่มก็มีเพียง ยา 3 ตัวคือ Long acting beta-2 agonists, theophylline และ anti-leukotrienes ถ้าควบคุมโรคได้ก็ค่อยๆลดยาลง

 

 

 

3.        เมื่อแพทย์สั่งการรักษาเสร็จก็ส่งผู้ป่วยพบกับเภสัชเพื่อให้ความรู้เกี่ยวกับเรื่องโรคหืดและการรักษาโรค พร้อมทั้งสอนเรื่องการใช้ยาพ่น

 

4.        ข้อมูลคนไข้จะถูกบันทึกในฐานข้อมูลรวมผ่านเวปไซด์

 

 

 

ตารางที่ 1 แบบสอบถามเพื่อการประเมินการควบคุมโรคหืดของผู้ป่วย (asthma control questionnaires) โดยถามคำถามง่ายๆ 4 ข้อ

 

1.        ในช่วง 4 สัปดาห์ที่ผ่านมาคุณมีอาการไอ หายใจไม่อิ่ม หรือหายใจมีเสียงดังวี้ด ในช่วงกลางวันบ้างหรือไม่    

 

2.        ในช่วง 4 สัปดาห์ที่ผ่านมาคุณต้องลุกขึ้นมาไอ,หายใจฝืดและแน่นหน้าอก,หายใจมีเสียงวี้ดในช่วงกลางคืนบ้างหรือไม่

 

3.        ในช่วง 4 สัปดาห์ที่ผ่านมา คุณใช้ยาบรรเทาอาการหอบ (ยาขยายหลอดลม)บ้างหรือไม่?

 

4.        ในช่วง 2 เดือนที่ผ่านมา คุณเคยหอบมากจนต้องไปรับการรักษา ที่ห้องฉุกเฉิน หรือ ต้องเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลบ้างหรือไม่บ้างหรือไม่

 

 

 

ผลที่ได้รับจากการจัดตั้ง Easy Asthma Clinic คือ

 

1.        การรักษาโรคหืดในโรงพยาบาลชุมชนได้มาตรฐานระดับโลก คือมีการประเมินการควบคุมโรคหืดด้วยการถามอาการ ร่วมกับการวัดค่าPeak flow ทุกครั้ง การรักษามีการใช้ยาพ่นเสตียรอยด์ เพิ่มขึ้น มีการสอนผู้ป่วยเรื่องการใช้ยาพ่น และความรู้เรื่องโรคหืด

 

2.        ผู้ป่วยโรคหืดจะมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น ไม่ต้องทุกข์ทรมานกับอาการหอบ และไม่ต้องหอบรุนแรงจนต้องเข้ารับการรักษาที่ห้องฉุกเฉินหรือนอนรับการรักษาที่โรงพยาบาล

 

3.        มีความร่วมมือกันของทีมแพทย์ พยาบาล และเภสัชกรรม ทำให้การรักษาเป็นเอกภาพ  และเกิดการเรียนรู้ร่วมกันทำให้ทีมมีความรู้เรื่องโรคหืดมากขึ้น และมีการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง

 

4.        มีการบันทึกข้อมูลการรักษาอย่างเป็นระบบซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อผู้ป่วย และระบบการสาธารณสุขของประเทศไทยในอนาคต

 

ในปัจจุบัน Easy Asthma Clinic ได้รับความสนใจมากโดยมีสมาชิกที่เปิดดำเนินการมากกว่า 200 โรงพยาบาล และได้มีการพัฒนาโดยอาศัยเทคโนโลยีสารสนเทศเข้ามาช่วยทำให้สามารถเก็บข้อมูลออนไลน์ ผู้ที่สนใจสามารถเข้าไปเยี่ยมชมได้ที่ http://eac.mykku.net 

 

 

 

สรุป

 

โรคหืดเป็นปัญหาทางสาธารณสุขที่ถูกมองข้าม คนไข้โรคหืดในประเทศไทยจำนวนมากยังต้องทนทุกข์ทรมานกับโรคเพราะไม่ได้รับการรักษาที่ถูกต้อง ปัจจุบันมีแนวทางการรักษาโรคหืดที่ได้ผลดีแต่ไม่ได้มีการนำเอาแนวทางนี้ไปใช้อย่างแพร่หลาย โครงการจัดทำคลีนิคโรคหืดแบบง่ายๆ (Easy Asthma Clinic) น่าจะมีส่วนช่วยทำให้การรักษาโรคหืดในประเทศไทยได้ผลดียิ่งขึ้น และด้วยความร่วมมือของแพทย์ พยาบาล และเภสัชกรผู้มีความมุ่งมั่นที่จะให้ผู้ป่วยโรคหืดหลุดพ้นจากความทุกข์ทรมาน เชื่อว่าอีกไม่นานผู้ป่วยโรคหืดในเมืองไทยคงจะควบคุมโรคหืดได้อย่างเด็ดขาด

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

รูปที่  1  พยาธิกำเนิดของโรคหืด

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 


 

References

 

 

 

1.         Boonsawat W, Charoenphan P, Kaitboonsri S, et al. Prevalence of asthma symptoms in adult in 4 cities of  Thailand. Joint scientific meeting the Thoracic Society of Thailand, the Malaysia Thoracic Society and the Singapore Thoracic Society. Bangkok, Thailand; 2002: 112.

2.         Vichyanond P, Jirapongsananuruk O, Visitsuntorn N, Tuchinda M. Prevalence of asthma, rhinitis and eczema in children from the Bangkok area using the ISAAC (International Study for Asthma and Allergy in Children) questionnaires. Journal Of The Medical Association Of Thailand. 1998;81(3):175-84.

3.         Teeratakulpisarn J, Pairojkul S, Heng S. Survey of the prevalence of asthma, allergic rhinitis and eczema in schoolchildren from Khon Kaen, Northeast Thailand. an ISAAC study. International Study of Asthma and Allergies in Childhood. Asian Pac J Allergy Immunol. 2000;18(4):187-94.

4.         Global initiative for asthma. Global strategy for asthma management and prevention NHLBI/WHO workshop report. 1995.

5.         Woolcock AJ. The problem of asthma worldwide. Eur Respir Rev. 1991;1(4):243-246.

6.         Barnes PJ. The changing face of asthma. Quarterly Journal of Medicine. 1987;New Series 63(241):359-365.

7.         Barnes PJ, Rodger IW, Thomson NC. Pathogenesis of asthma. In: Barnes PJ, Rodger IW, Thomson NC, eds. Asthma. Basic mechanisms and clinical management. London San Diego New York Boston Sydney Tokyo Toronto: Academic Press; 1992:391-412.

8.         Woolcock AJ. Management of asthma in adults. In: Barnes PJ, Rodger IW, Thomson NC, eds. Asthma. Basic mechanisms and clinical management. San Diego: Academic press; 1992:679-700.

9.         Woolcock A, Rubinfeld AR, Seale JP, et al. Thoracic society of Australia and New Zealand. Asthma management plan, 1989. Med J Aust. 1989;151(11-12):650-3.

10.       Guidelines for management of asthma in adults: I--Chronic persistent asthma. Statement by the British Thoracic Society, Research Unit of the Royal College of Physicians of London, King's Fund Centre, National Asthma Campaign. Bmj. 1990;301(6753):651-3.

11.       Guidelines for management of asthma in adults: II--Acute severe asthma. Statement by the British Thoracic Society, Research Unit of the Royal College of Physicians of London, King's Fund Centre, National Asthma Campaign. Bmj. 1990;301(6755):797-800.

12.       Sheffer AL, Taggart VS. The National Asthma Education Program. Expert panel report guidelines for the diagnosis and management of asthma. National Heart, Lung, and Blood Institute. Med Care. 1993;31(3 Suppl):MS20-8.

13.       แนวทางการรักษาโรคหืดสำหรับผู้ใหญ่. แพทยสภาสาร. 2538;24(1):17-29.

14.       สมาคมอุรเวชช์แห่งประเทศไทย. แนวทางการวินิจฉัยและรักษาโรคหืดในประเทศไทย(สำหรับผู้ป่วยผู้ใหญ่ฉบับปรับปรุง). วารสารวัณโรคและโรคทรวงอก. 2541;19(3):179-193.

15.       สมาคมอุรเวชช์แห่งประเทศไทย. แนวทางการวินิจฉัยและรักษาโรคหืดในประเทศไทยสำหรับผู้ป่วยผู้ใหญ่ พ.ศ. 2547. 1 ed กรุงเทพฯ: สมาคมอุรเวชช์แห่งประเทศไทย; 2547.

16.       Boonsawat W, Charoenphan P, Kiatboonsri S, et al. Survey of asthma control in Thailand. Respirology. 2004;9(3):373-8.

17.       Adams RJ, Fuhlbrigge A, Guilbert T, Lozano P, Martinez F. Inadequate use of asthma medication in the United States: results of the asthma in America national population survey. J Allergy Clin Immunol. 2002;110(1):58-64.

18.       Rabe KF, Vermeire PA, Soriano JB, Maier WC. Clinical management of asthma in 1999: the Asthma Insights and Reality in Europe (AIRE) study. Eur Respir J. 2000;16(5):802-7.

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 asthma.bmp

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

Also found this article in : Blog >>> Dr. watchara

สงวนลิขสิทธิ์เนื้อหาบทความ© วัชรา บุญสวัสดิ์

     
 
ความคิดเห็นที่ 1. โดย : อดิศร มนูสาร Email : [ adisornm117@hotmail.com ] เมื่อเวลา :2007-02-27 22:44:43

อาจารย์ ครับ ผมนายแพทย์  อดิศร  มนูสาร  ทำงานที่โรงพยาบาลเทพา  ตอนนี้ทางโรง
พยาบาลมีนโยบายจะจัดทำ  Asthma  clinic   วันนี้ได้มีการแลกเปลี่ยน เรียนรู้ ระหว่าง โรง
พยาบาลจะนะ  และนาหม่อม  ทราบว่า ทั้งสองโรงพยาบาล มีการทำ Easy  asthma  clinic  
ซึ่ง ประสบผลสำเร็จ   ผมซึ่งรับ ผิดชอบเรื่องนี้  อยากทราบเกี่ยวกับการจัด ทำ Easy  
asthma  Clinic  และ  ต้องการสมัครเป็นสมาชิก Easy  asthma clinic  ไม่ทราบว่าจะต้องทำ
อย่างไรบ้างครับ  รบกวน อาจารย์ตอบ email หน่อยนะครับ   ขอบคุณครับ  

ความคิดเห็นที่ 2. โดย : วัชรา บุญสวัสดิ์ Email : [ watcha_b@kku.ac.th ] เมื่อเวลา :2007-02-28 00:12:43

การสมัครสมาชิก ให้แจ้งชื่อแพทย์ เภสัช พยาบาล พร้อม E-mail มาที่ 
watcha_b@kku.ac.th เมื่อมีการอบรมจะแจ้งให้ทราบ
กำหนดการที่จะจัดที่นครศรีธรรมราช ประมาณเดือน พค.



ความคิดเห็นที่ 3. โดย : Email : [ tu_sompong@hotmail.com ] เมื่อเวลา :2008-04-29 19:49:00

อาจารย์ คะ ที่โรงพยาบาลพิจิตรเพิ่งเริ่มเปิด Asthma  clinic ค่ะโดยมี พญ.พิพาพร คงเจริญ
สมบัติ  สมปอง ปานทิม(พยาบาล) ทีมเภสัชกรและนักกายภาพ ร่วมกันคะ
อยากทราบเกี่ยวกับการจัด ทำ Easy  asthma  Clinic  และ  ต้องการสมัครเป็นสมาชิก 
Easy  asthma clinic  คะ  รบกวน อาจารย์ตอบ email หน่อยนะคะ   ขอบคุณคะ  



เชิญแสดงความเห็น

คำตอบ หรือ ข้อคิดเห็น
Verify text
dbregistry_eac
ตอบกระทู้ โดย คุณ
Email
แนบ File หรือ รูปภาพ

โปรดตั้งชื่อไฟล์เป็นภาษาอังกฤษ และไม่มีช่องว่าง
 

ทุกความคิดเห็นไม่เกี่ยวข้องกับผู้ประพันธ์บทความหรือผู้ดำเนินการเว็บไซต์นี้ และไม่สามารถนำไปอ้างอิงทางกฎหมายได้
ผู้ประพันธ์บทความนี้ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของความคิดเห็นนั้น
 
     
 
     
     
php